AI จะมาแย่งงานจริงหรือ? ความจริงสำหรับคนทำงาน และวิธีเริ่มใช้ AI ช่วยงานประจำ

AI แทนงานบางส่วน ไม่ใช่คนทั้งคน งานแบบไหนได้รับผลกระทบ ข้อดีที่ควรใช้ ข้อควรระวังเรื่องข้อมูล ตัวอย่างใช้ในหน่วยงาน และวิธีเริ่มใช้กับงานประจำวันละ 10 นาที

AI จะมาแย่งงานจริงหรือ? ความจริงที่คนทำงานทุกคนต้องรู้ EP.5

“อีก 5 ปี ฉันจะยังมีงานทำอยู่ไหม” อาจเป็นคำถามที่คนทำงานถามกันมากที่สุดตั้งแต่ AI เริ่มเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน บทความนี้จะตอบคำถามนั้นแบบตรงไปตรงมา แล้วต่อด้วยวิธีเริ่มใช้ AI กับงานประจำ เพื่อให้เราเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากมัน

เรื่องเดิมที่เกิดซ้ำทุกยุค

เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามาในสำนักงาน หลายคนกลัวว่าจะตกงาน ตอนอินเทอร์เน็ตมา หลายคนกลัวว่าธุรกิจแบบเดิมจะหายไป ตอนสมาร์ตโฟนมา หลายคนกลัวว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วเกินไป วันนี้ความกลัวแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งกับ AI

สิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งคือ งานบางอย่างหายไป งานบางอย่างเปลี่ยนรูป และมีงานใหม่เกิดขึ้น คนที่ปรับตัวได้มักไปต่อได้ดีกว่าคนที่รอให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม

AI แทน “งานบางส่วน” ไม่ใช่ “คนทั้งคน”

ความแตกต่างนี้สำคัญมาก AI เขียนรายงานได้ แต่ไม่รับผิดชอบผลของรายงาน AI สรุปข้อมูลได้ แต่ตัดสินใจแทนผู้บริหารไม่ได้ AI วิเคราะห์ตัวเลขได้ แต่ไม่เข้าใจบริบทชีวิตจริงเท่าคน

สิ่งที่ถูกแทนที่ก่อนจึงมักเป็นงานซ้ำ ๆ งานที่มีกฎชัดเจน และงานที่ทำเหมือนเดิมทุกวัน ส่วนงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ ความเข้าใจคน การสร้างความไว้วางใจ และการตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน ยังต้องอาศัยคนเป็นหลัก

งานที่ AI เข้ามาช่วยหรือแทนได้มากงานที่ยังต้องใช้คนเป็นหลัก
คีย์และคัดแยกข้อมูลตัดสินใจเมื่อข้อมูลไม่ครบหรือขัดกัน
ร่างเอกสารที่มีรูปแบบตายตัวเจรจา ประสานงาน และสร้างความไว้วางใจ
สรุปรายงานและบันทึกการประชุมเข้าใจความรู้สึกและบริบทของผู้รับบริการ
แปลภาษาเบื้องต้นรับผิดชอบผลลัพธ์และลงนามอนุมัติ

คนที่ใช้ AI เป็น จะได้เปรียบคนที่ไม่ใช้

ลองนึกภาพวงหมูกระทะ ถ้าเราใช้เตาถ่านแบบเดิม กว่าไฟจะติด กว่าหมูจะสุก ต้องรอนาน แต่เพื่อนข้าง ๆ ใช้เตาไฟฟ้าที่ร้อนทันใจ เขาย่อมได้กินก่อนและมีเวลาไปทำอย่างอื่นต่อ AI ในการทำงานยุคนี้ก็เหมือนเตาไฟฟ้า

อนาคตจึงอาจไม่ใช่ “AI แย่งงานมนุษย์” แต่เป็น “คนที่ใช้ AI เป็น ทำงานได้มากกว่าคนที่ไม่ใช้” คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่า AI จะแย่งงานไหม แต่คือเราจะใช้ AI ช่วยงานของเราได้อย่างไร

ข้อดีที่ควรใช้ และข้อเสียที่ต้องระวัง

งานที่ควรให้ AI ช่วย

  1. งานซ้ำที่มีรูปแบบตายตัว เช่น คัดแยกข้อมูล ร่างอีเมลตอบกลับ หรือเขียนโค้ดโครงพื้นฐาน
  2. สรุปเอกสารยาว เช่น รายงานการประชุม 20 หน้า หรือเอกสารประกอบการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ AI ดึงประเด็นหลักและเงื่อนไขสำคัญออกมาก่อน แล้วเราอ่านส่วนที่สำคัญอย่างละเอียด
  3. ช่วยคิดตอนไอเดียตัน ให้ AI เสนอไอเดียตั้งต้นหลายแบบ แล้วเราเลือกและต่อยอดเอง

สิ่งที่ต้องใช้ “ความเป็นคน” คุม

  1. AI อาจแต่งข้อมูลขึ้นมาเอง บางครั้งไม่รู้คำตอบแต่ตอบอย่างมั่นใจ ถ้าไม่ตรวจแล้วส่งต่อทันทีอาจเกิดความเสียหาย
  2. AI ไม่เข้าใจความสัมพันธ์และบริบท ร่างหนังสือขอความอนุเคราะห์ได้สวย แต่ไม่รู้ว่าผู้รับเป็นใคร ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างไร การปรับน้ำเสียงยังเป็นหน้าที่ของเรา
  3. ความเสี่ยงเรื่องข้อมูล บริการ AI บางเจ้าอาจนำข้อความที่เราพิมพ์ไปใช้ปรับปรุงระบบ ขึ้นกับการตั้งค่าบัญชี ข้อมูลลับของหน่วยงาน ข้อมูลส่วนบุคคล หรือตัวเลขงบประมาณภายใน จึงไม่ควรใส่ลงไปโดยตรง

ตัวอย่างการใช้ในงานจริง

งานระบบและงานเอกสาร: ระบบจองรถส่วนกลาง

สมมติว่าได้รับมอบหมายให้ทำระบบจองรถยนต์ส่วนกลางของหน่วยงานด้วย Google Sheets แทนที่จะเริ่มเขียนโค้ดเองจากศูนย์ ลองสั่ง AI ว่า

ทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญ Google Workspace ช่วยเขียนโค้ด Google Apps Script สำหรับระบบจองรถยนต์ส่วนกลาง เก็บข้อมูลใน Google Sheets ให้ผู้ใช้เลือกวันที่และรถ ตรวจไม่ให้จองซ้อน และอธิบายวิธีติดตั้งทีละขั้นตอน

AI จะให้โค้ดตั้งต้นมา หน้าที่ของเราคือทดสอบ แก้จุดที่ไม่ตรงกับการทำงานจริง และปรับหน้าตาให้เข้ากับหน่วยงาน งานที่เคยต้องงมเป็นวันอาจเหลือไม่กี่ชั่วโมง (แนวทางระบบจองแบบเต็มอยู่ในบทความ ระบบจองรถและห้องประชุมด้วย Google Sheets และ Calendar)

งานออกแบบและประชาสัมพันธ์: ร่างไอเดียบูธนิทรรศการ

เมื่อต้องออกแบบบูธขนาด 4×8 เมตรเพื่อจัดแสดงผลงานของหน่วยงาน ใช้ AI สร้างภาพหาไอเดียตั้งต้นได้ เช่น

ช่วยออกแบบภาพมุมมองสามมิติของบูธนิทรรศการขนาด 4×8 เมตร ธีมส่งเสริมอุตสาหกรรมยุคใหม่ โทนสีน้ำเงินขาว มีโซนแสดงสินค้าและโซนเจรจาธุรกิจ

ภาพที่ได้เหมาะใช้คุยกับทีมงานหรือผู้รับจ้างให้เห็นภาพตรงกันก่อนลงมือทำแบบจริงในโปรแกรมเฉพาะทาง

เริ่มใช้ AI กับงานประจำ วันละ 10 นาที

  1. จดงานที่ทำซ้ำทุกสัปดาห์ไว้ 3 อย่าง เช่น สรุปการประชุม ร่างหนังสือแจ้งเวียน หรือทำตารางสรุปข้อมูล
  2. เลือกงานที่เล็กที่สุดมา 1 อย่าง แล้วลองให้ AI ช่วยแค่บางขั้น เช่น ร่างโครง หรือสรุปประเด็น
  3. เทียบกับวิธีเดิม ทั้งเวลาที่ใช้และคุณภาพงาน แก้ส่วนที่ AI ทำไม่ตรงด้วยตัวเอง
  4. เก็บคำสั่งที่ได้ผลไว้ในไฟล์หรือโน้ต เพื่อใช้ซ้ำครั้งหน้า
  5. เมื่อมั่นใจแล้ว ค่อยขยายไปงานอื่น โดยยังตรวจผลทุกครั้ง

วิธีเขียนคำสั่งให้ได้งานตรงใจ อ่านเพิ่มได้ใน Prompt คืออะไร

ข้อควรระวังก่อนกด Enter

  • ไม่ใส่ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือเบอร์โทรของผู้อื่น ตามหลักของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  • ไม่ใส่ข้อมูลลับของหน่วยงาน เช่น รหัสผ่าน งบประมาณที่ยังไม่ประกาศ หรือรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
  • ตรวจทานเสมอ AI เป็นผู้ช่วยร่าง ไม่ใช่ผู้มีอำนาจอนุมัติ ต้องอ่านทวนทุกครั้งก่อนนำไปใช้งานจริง

ข่าวดีสำหรับคนวัย 50+

คนรุ่นใหม่อาจคุ้นกับเทคโนโลยีเร็วกว่า แต่คนวัย 50+ มีสิ่งที่ AI ไม่มี คือประสบการณ์ การแก้ปัญหา และความเข้าใจคน เมื่อเอาประสบการณ์นั้นมาใช้ร่วมกับ AI จะได้งานที่ทั้งเร็วและถูกต้องกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องเขียนโปรแกรม แค่เริ่มทีละเล็กทีละน้อย

สรุป

AI จะเปลี่ยนรูปแบบงานหลายอย่าง แต่ไม่ได้ทำให้คนหมดความสำคัญ คนที่ได้เปรียบที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่คนที่เก่ง AI ที่สุด แต่เป็นคนที่รู้จักใช้ AI ร่วมกับประสบการณ์ของตัวเอง และตรวจงานทุกครั้งก่อนส่ง AI เป็นเครื่องมือ ส่วนคนที่ถือเครื่องมือยังเป็นเรา

ตอนถัดไป: ใช้ AI ฟรีได้ไหม รู้จักเครื่องมือ AI ที่คนทำงานควรรู้ และวิธีเลือกใช้

ตระกูล อ่อนรัตน์ Avatar

ตระกูล อ่อนรัตน์

ลงมือสร้างระบบช่วยงานจริง แล้วเขียนเล่าเป็นขั้นตอนให้ทำตามได้ ติดตรงไหน ถามไว้ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือส่งโจทย์มาที่หน้าติดต่อ

ส่งโจทย์ให้ผม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *